Home > Living > 3 ชั่วโมง 12 นาทีไม่มีผิดหวัง เพราะ Avatar: The Way of Water คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี
3 ชั่วโมง 12 นาทีไม่มีผิดหวัง เพราะ Avatar: The Way of Water คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี

***มีสปอยล์เนื้อเรื่องบางส่วนของหนัง Avatar: The Way of Water

กว่า 3 ชั่วโมง 12 นาที ที่เรานั่งขดตัวกลมๆ โต้แอร์เย็นๆ ในโรงหนัง แต่กลับไม่รู้สึกสะท้านผิวแม้แต่น้อย เพราะสายตามัวแต่จับจ้องอยู่ที่จอขนาดใหญ่ ที่กำลังฉายเรื่องราวของเผ่าโอมาติกายา (Omaticaya) ตัวสีฟ้าบนดาวแพนดอร่า และการแก้แค้นต่อสู้ที่เข้มข้นกับมนุษย์ เรื่องราวที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันคมกริบ นี่คือหนังฟอร์มยักษ์ที่นับเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย!

Courtesy of 20th Century Studios

เมื่อ Avatar: The Way of Water มีคิวเข้าฉายในโรงหนัง แฟนๆ ทุกคนก็อดที่จะเนื้อเต้นกันไม่ได้ เพราะมันคือการรอคอยที่นานถึง 13 ปี เรื่องราวแฟนตาซีที่เขียนบทและกำกับโดย James Cameron ผู้สร้างโลกแพนดอร่า และวัฏจักรของเผ่าพันธุ์มากมายบนดวงดาวที่เต็มไปด้วยสปิริต และสายสัมพันธ์ ลงลึกถึงการวางรากฐานที่มีระบบนิเวศน์ของต้นไม้ สัตว์ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยแบบพึ่งพากันและกัน สำหรับภาคต่อนี้นับเป็นการเปิดโลกอีกมุมหนึ่งที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงมาก่อนในภาคแรก กับเรื่องราวของชนเผ่าสายน้ำเม็ตคายีน่า (Metkayina) ที่อาศัยอยู่แถบประการังและชายหาด

ตัวหนังช่วงแรกดำเนินด้วยเสียงพากย์เล่าเรื่องของ Jake Sully พระเอกของเรื่อง ที่ตอนนี้เทิร์นตัวไปเป็นคุณพ่อลูก 5 คน (ลูกเลี้ยง 2 คน และลูกจากสายเลือดอีก 3 คน) การเล่าจึงเป็นไปอย่างฉับไว ทำเอาเราที่ตั้งหน้าตั้งตาดูแทบจะจับชื่อตัวละครใหม่ๆ แต่ละคนไม่ได้เลยสักนิด (เพราะเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย) เคียงข้างด้วยภรรยา Neytiri ที่ง่วนกับการเป็นคุณแม่ของครอบครัวใหญ่ในบ้าน

Courtesy of 20th Century Studios

ภาพรวมของภาคนี้จะไม่ได้เน้นที่การผจญภัยเท่าไหร่ สังเกตได้จากการที่ผู้กำกับออกแบบให้ครอบครัวซัลลี่มีขนาดใหญ่ และหลายคน เพราะเจมส์เล่าว่าภาคนี้เขาเน้นที่สายสัมพันธ์ของครอบครัว ที่จะเป็นหลักปูไปยังภาคอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา แน่นอนว่าใครตามดูตั้งแต่ภาคแรก ก็จะเห็นได้ว่า เรื่องราวเน้นย้ำถึงสปิริตและสายสัมพันธ์มาโดยตลอด ทั้งสายสัมพันธ์ของชนเผ่ากับสิ่งมีชีวิต และกับเอวาผู้เป็นดั่งจิตวิญญาน และศูนย์รวมจิตใจของทุกชีวิตบนดวงดาว ภาคนี้จึงต่อยอดด้วยความสัมพันธ์ของครอบครัว ที่แต่ละคนก็จะมีปมปัญหาภายในใจของตัวเอง และการเรียนรู้วิถีแห่งสายน้ำ ที่ผู้นำเผ่าคนใหม่โทโนวารี เรียกพวกเขาว่ายังเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น ต้องเริ่มหัดเดินอีกครั้ง และเดาว่าจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในภาคต่อๆ ไป เพราะก่อนปิดจบภาคนี้ ตัวเอกของเรื่องก็เปรยทิ้งไว้ว่า การหนีไม่ใช่ทางออก และพวกเขาตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในชนเผ่าน้ำเม็ตคายีน่าแล้วเรียบร้อย

Courtesy of 20th Century Studios

สำหรับความคาดหวังที่ทุกคนมีต่อหนังแฟรนไชส์ชุดนี้ เราว่าเจมส์ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะความสามารถของเขาคือการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย และหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม หนังที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนมีพล็อตชวนขบคิด แต่เจมส์รู้ดีว่าเรื่องราวระหว่างทางที่ชวนติดตามต่างหาก ที่ทำให้คนดูนั่งติดเก้าอี้แม้จะผ่านไปแล้วหลายชั่วโมงก็ตาม และนี่คือมุมมองของเราต่อหนังเรื่องนี้ ถึงสิ่งที่เราชอบมาก และสิ่งที่ขัดใจเล็กน้อย

Courtesy of 20th Century Studios

ที่ชอบมาก

สิ่งแรกที่นำโด่งมาสุดๆ คือเรื่องของภาพสวย เทคนิกการถ่ายภาพที่ดีโคตรๆ CGI เก็บเรียบ ไม่มีโดดหรือคนลอยออกมาจากฉาก ดีเทลเล็กน้อยคือไม่มีพลาด ทั้งเนื้อผิว ร่องรอยต่างๆ เหมือนมีชีวิตอยู่จริง เมื่อเทียบย้อนกลับไปที่ภาคแรก แม้จะทำออกมาได้ดีมากในรูปแบบของปี 2009 แต่ถ้าจับกันดีๆ ก็ยังมีความเป็นเกมโลกเสมือนอยู่เนืองๆ แต่ครั้งนี้คือกริบมากจริงๆ ที่สำคัญต่อมาคือเรื่องของการแสดง นักแสดงมืออาชีพทำได้อย่างสมบูรณ์ ถ่ายทอดรายละเอียดของสีหน้าได้แจ่มชัด ซึ่งช่วยให้การทำ CGI เป็นไปได้ง่ายมากขึ้น ชอบเป็นพิเศษอีกเรื่องคือเจมส์ไม่ทิ้งรายละเอียดของดีเอ็นเอคนที่ถ่ายมาสู่รุ่นลูก เห็นได้ชัดว่าตัวละครบางคนเหมือนแม่ และบางคนเหมือนพ่อ เรียกว่าเจมส์ผสมผสานมูฟเมนต์ของนักแสดง เข้ากับคาแรกเตอร์ของตัวละครได้พอดิบพอดี

Courtesy of 20th Century Studios

ต่อมาคือเราชอบการออกแบบตัวละครและเผ่าพันธุ์ต่างๆ ของเจมส์ เขาซึ่งแต่งและผูกเรื่องได้อย่างกลมกล่อม อย่างชนเผ่าโอมาติกาย่า และเม็ตคายีน่าที่เป็นตัวชูโรงในเรื่องมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งทางสรีระ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม โอมาติกาย่าหรือเผ่าพันธุ์ของครอบครัวซัลลี่นั้นมีตัวสีฟ้า ลำตัวเรียวบาง แขนขายาว เพราะต้องว่องไวและเบา ยามหลบหลีกวิ่งซ่อนเร้นในป่าพงไพรอันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย ขณะที่เม็ตคายีน่านั้นจะมีผิวสีออกเขียวน้ำทะเล แขนขาใหญ่แข็งแรง เพราะต้องว่ายน้ำเป็นหลัก และมีหางเป็นคลีบเรียวๆ คล้ายหางปลา เพื่อช่วยในการว่ายน้ำ สังเกตให้ดีขึ้นอีกนิด จะเห็นด้วยว่าชาวสายน้ำนั้นมีตาสามชั้น เหมือนพังผืดกั้นอยู่เวลากะพริบตา นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารายละเอียด!

Courtesy of 20th Century Studios

ที่ชอบสุดท้ายคือฉากต่อสู้ที่มันหายนะ (ดี) เราชอบไดนามิกของฉากเหล่านี้ที่ปะปนด้วยอารมณ์ทางการแสดง จากการกระทำเล็กๆ ส่งผลไปสู่ความเสียหายที่หนักข้อมากขึ้น มันยอดเยี่ยมและไร้ที่ติ ส่วนบทบู๊ในภาคนี้อาจน้อยกว่าภาคแรก แต่มันคือท็อปปิ้งแสนอร่อยที่เสริมรสชาติให้ฉากเหล่านั้นลงตัวมากขึ้น (โดยเฉพาะคิวบู๊ของแม่เนติรีที่ โหด โหด และโหด เชื้อไม่ทิ้งแถวความเป็นลูกของหัวหน้าเผ่าที่เก่งกาจ ทั้งท่าทางหยิ่งผยอง และความโลดโผนของเธอยามเหวี่ยงตัวไปมาบนอิกราน พร้อมเหยียดยืดแขนยาวๆ เพื่อพุ่งลูกธนูออกไป มันสวยงาม ในขณะที่พระเอกอย่างเจค ยังคงต่อสู้ในแพทเทิรน์แบบทหารเช่นเคย)

Courtesy of 20th Century Studios

ที่ขัดใจ

ไม่มีหนังเรื่องไหนที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียหมด สำหรับเราเช่นกัน แม้จะชอบมากขนาดไหน แต่ก็ยังมีบางจุดที่รู้สึกขัดใจตะหงิดๆ เรื่องแรกขอว่าด้วยการเปลี่ยนซีนที่ฉับไว และกระโดดไปมา ดูแล้วไม่ค่อยลื่นไหล และเร่งดำเนินส่วนแรกของเรื่องมากเกิน แต่ก็อาจเป็นเพราะเนื้อเรื่องค่อนข้างแน่น และเยอะ มีหลายอย่างที่ต้องเล่า มีหลายคนที่ต้องนำเสนอ จึงคิดว่าอาจต้องรวบรัดตัดตอนเพื่อให้มันกระชับที่สุด ใขณะที่ช่วงค่อนเรื่องเกือบกลางๆ ไปแล้วที่ก็รู้สึกว่าบางฉากใส่มาเพื่อขั้นเฉยๆ เท่านั้น แต่อีกนัยหนึ่งเราเดาว่าเจมส์ต้องการพาให้คนดูได้ซึมซับโลกอีกมุมหนึ่งของแพนดอร่า และเผ่าพันธุ์อีกหนึ่งชนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ส่วนตัวเลยคิดว่า อย่างนั้นตัดฉบับ Extended มาเลยดีกว่า กี่ชั่วโมงก็ว่ามา เพราะเรายอมดูแน่นอน

Courtesy of 20th Century Studios

ส่วนที่สองที่เราขัดใจโดยส่วนตัว คือเพลง Original Song อย่าง Nothing Is Lost (You Give Me Strength) ช่วงท้ายที่ร้องโดย The Weeknd ไม่ใช่ว่า Abel ที่เป็นนักร้องจะร้องได้ไม่ดี แต่เรากลับรู้สึกว่ามันไม่เข้ากันอย่างไรชอบกล เพลงเพราะ เสียงดี เนื้อหาโดน แต่พอมารวมกันแล้วความรู้สึกมันไม่ใช่ เหมือนสายสัมพันธ์มันยังไม่แนบแน่น ทั้งๆ ที่เพลงประกอบ Original Score ในเรื่องทำได้ดีมาก สื่อถึงสายน้ำ และความเป็นชนเผ่าได้ดีเยี่ยม ย้อนไปภาคแรกเพลง I See You ที่ร้องโดย Leona Lewis ตอนท้ายเครดิตก็ถือว่าเข้ากันอย่างลงตัว ซึ่งในภาคนี้เองก็มีการหยิบเอาเพลงนี้มาใช้เป็นแบกกราวน์เบาๆ อีกด้วย (ด้วยมันคือหัวใจหลักอีกหนึ่งประการของชนเผ่า เพราะ I see you ยังไงล่ะ)

Courtesy of 20th Century Studios

สุดท้ายที่เรียกว่าเกลียดเป็นพิเศษ คือการให้ตัวละครสำคัญตาย! แม้เราจะไม่ชอบขนาดไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือการวางเนื้อเรื่องที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก ย่อมเบิกเนตรให้คนที่เหลืออยู่ (และเล่นกับความรู้สึกคนดูได้ดีเชียวล่ะ) ดังนั้นการดำเนินเรื่องในภาคต่อไปจึงจะต้องเข้มข้นมากขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับเราแล้วนับว่ายากพอตัวที่หนังภาคสองจะทำได้ดีกว่าภาคแรก แต่ Avatar คือข้อยกเว้นนั้น ถ้าจะให้เราสรุปสุดท้ายสั้นๆ ง่ายๆ เราว่าหนังเรื่องนี้มันคือเรื่องราวของวิถีชีวิต เจมส์กลับมาครั้งนี้ไม่ได้สร้างแค่หนัง แต่มันคือโลกทั้งใบ และวิถีชีวิตของเผ่าพันธุ์บนดวงดาวแพนดอร่า ที่เรารู้สึกว่ามันเกิดขึ้นจริง มันอยู่ที่ข้างนอกโลกนั่น และมันสวยงาม! จองตั๋วด่วน แล้วมาเรียนรู้วิถีแห่งสายน้ำไปด้วยกัน เพราะเราจะกลับเข้าไปรับบทเรียน และต่อยอดสายสัมพันธ์กับชนเผ่าอีกครั้งหนึ่งในโรงหนังอย่างแน่นอน

 

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่างๆ ได้ที่ Lifestyle Asia

3 ชั่วโมง 12 นาทีไม่มีผิดหวัง เพราะ Avatar: The Way of Water คือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี

Pannatorn Tamnipanon

นักเขียนผู้เป็นสวิฟตี้ขั้นสุด และเป็น Introvert ขั้นสุดกว่า ฟัง All Too Well ของ Taylor Swift และ Sparks ของ Coldplay ได้เป็นร้อยรอบ ชอบกลิ่นอากาศตอนกลางคืน และพระอาทิตย์ตกดิน เป้าหมายคือได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศ นอนอาบแดด ฟังเพลง และอ่านหนังสือไปวันๆ