Home > Culture > Entertainment > Emily in Paris season 3 คือ love-hate relationship ที่หงุดหงิดใจขั้นสุด!
Emily in Paris season 3 คือ love-hate relationship ที่หงุดหงิดใจขั้นสุด!

เบ้ปาก มองบน กดสกิปรัวๆ ทั้งหมดคืออาการขัดใจที่เกิดขึ้นยามขืนตาตัวเองดู Emily in Paris season 3 จนจบ **มีสปอยล์เนื้อเรื่องบางส่วน**

ไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง อาจไม่ใช่คำพูดที่ถูกต้องอีกต่อไป เพราะขนาดเราไม่คาดหวังก็ยังผิดหวังจนได้ Emily in Paris season 3 เข้าฉายในแพลตฟอร์ม Netflix แล้วอย่างเป็นทางการ มินิซีรีส์ 10 ตอนสั้นๆ ที่ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถไล่ดูได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทำเอาเราแอบคันหัวใจยุบยิบ (ในทางลบ) อยู่เนืองๆ เพราะภาพรวมของเรื่องยังนับว่าคงเส้นคงวา (ที่การถ่ายทำเนื้อเรื่องไม่สอดคล้อง) ไม่กระเตื้องไปทิศทางไหน ไม่ประติดประต่อกันสักนิดในแต่ละฉาก ส่วนอารมณ์ของตัวละครนั้น ก็มีทั้งผันผวน ทั้งมึนงง เหมือนคนประจำเดือนมาที่เดาอารมณ์ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ถูกใจอย่างไรอย่างนั้น

จะดีชั่วอย่างไร ซีรีส์เรื่องนี้ก็พูดได้ว่ามันเบาสมอง ไม่เครียด ดูเอาฆ่าเวลาก็ไม่น่าเบื่อ (แค่จะกดสคิปข้ามเยอะไปหน่อย) อย่างไรเสียก็กวาดยอดวิวได้หลายล้านไปครอง จึงไม่แปลกที่เน็ตฟลิกซ์จะยกให้เป็นซีรีส์ลูกรัก ถึงขนาดไฟเขียวให้ถ่ายทำซีซั่นใหม่ได้ในทันที ทั้งๆ ที่พล็อตเรื่องดูจะบางเบาตื้นเขินเสียเหลือเกิน แต่ก็อย่างว่าหนังหรือซีรีส์ที่ดีบางทีไม่ได้อยู่ที่ตอนจบ แต่เป็นเรื่องราวระหว่างทางต่างหาก (หรือมันอาจจะกลับกันสำหรับเรื่องนี้) ที่เราต้องมานั่งลุ้นจนตัวโก่งว่าแม่เจ้าประคุณจะตัดสินใจทำอะไร หรือพูดอะไร

Stéphanie Branchu/Netflix © 2022

ในซีซั่นนี้เนื้อเรื่องยังคงวนเวียนกับการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ทั้งหน้าที่การงานที่ก็เหยียบเรือสองแคม กลัวคนนั้นน้อยใจที และกลัวจะเสียโอกาสจากตรงนี้ที รวมไปถึงเรื่องความพยายามจะรักษาความสัมพันธ์ของเพื่อนสาว และการหนีใจให้ออกห่างจากคนเคยรักเหมือนเดิม เรียกว่าเนื้อเรื่องไม่ได้หนีไปจากจุดออกสตาร์ทเท่าไหร่ พล็อตแบบเดิม แค่เปลี่ยนตัวละคร และสถานการณ์ ช่วงอีพีแรกๆ ของซีรีส์เน้นไปที่หน้าที่การงานของเธอ กับตัวละครหัวหน้า Madeline ที่โผล่มาเยี่ยมจากชิคาโก้ และเข้ามาก้าวก่ายระบบการทำงานจนทีมฝรั่งเศสต้องขอลาออกกันยกแผง บ๊ายบายออฟฟิส Savoir กันไป

ไม่ต้องบอกว่าหลายคนคงรำคาญกับคาแรกเตอร์นี้สุดๆ เพราะเธอโชว์ความอเมริกันจ๋าคูณสอง เหมือนยัยเอมิลี่ได้เห็นตัวเองผ่านกระจกอีกครั้ง หลังเพิ่งเหยียบปารีสได้สดๆ ใหม่ๆ อย่างไรอย่างนั้น ว่าเจ้าหล่อนน่ะเยอะทั้งการแสดงออก เยอะทางการพูด และเยอะทางการแต่งตัว สำคัญกว่านั้นคือเอือมกับนิสัยอเมริกันชนแบบสุดๆ ทั้งพูดเยอะ เสียงดัง พยายามจะโชว์ความเก่งตลอดเวลา และความคิดที่ว่าทุกอย่างหมุนวนอยู่รอบตัวเธอ อะไรๆ ก็ต้องเธอทำ เธอคิด เธอพูด อย่างเดียวเท่านั้น

Stéphanie Branchu/Netflix © 2022

ส่วนแฟชั่นนั้น หลายคนยกให้เธอเป็นไอคอน ราวกับเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเกิดมาเป็นทายาทอสูรของ Sex and the City แต่ไหนเลยคือหยุดก่อน ไหนแม่สาว Lily Collins ออกตัวแรงว่าซีซั่นนี้ เจ้าหล่อนจะมีความเป็นปารีเซียงมากขึ้น แต่ถ้าเธอจะนับว่าการตัดผมหน้าม้า และหันมาใส่กางเกงบ้างจะนับว่าเป็นสาวเฟรนช์แล้วล่ะก็ บอกได้คำเดียวว่าคือเฟรนช์วอนนาบีค่ะ ไม่ใช่เฟรนช์แท้ และในความเป็นจริงแต่งตัวเกินเบอร์ขนาดนั้น ไม่วายได้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของนักล้วงกระเป๋า และสาวปารีเซียงผู้ชื่นชอบเม้าท์คนนั้นทีมอยคนนี้ทีเป็นแน่ ยิ่งรองเท้าส้นสูงที่เจ้าหล่อนเดินกรีดกรายบนถนน กลับบ้านได้นอนน่องแข็งเจ็บนิ้วเท้าแบบชัวร์ๆ ถึงขนาดนักแสดงสาวลิลี่เองยังออกปากเรื่องนี้เองด้วยซ้ำยามเธอพา Vogue US ทัวร์คอสตูมของเธอว่า “รองเท้าส้นสูงพวกนี้มันสวยมากนะ และมันก็เดินลำบากมากเช่นกันบนถนนในปารีส”

ซีซั่นนี้ขาดความมีชีวิตชีวา ความหลักแหลมของบท และเคมีที่เข้ากันของตัวละครแต่ละตัว ถึงขนาด Firstpost รายงานว่า “Emily in Paris ซีซั่น 3 นั้นเต็มไปด้วยความฟู่ฟ่า และไม่มีสมอง เราคิดถึงเอมิลี่คนบุลลี่ ที่แอบนอกรีตๆ ในระดับหนึ่ง” หรือจะเป็นคนดัง Amanda Hirsch เจ้าของรายการ Not Skinny But Not Fat ที่ออกมาวิจารณ์สั้นๆ ง่ายๆ กวาดยอดไลก์และคนดูไปกว่า 3 ล้านวิวว่า “Emily in Paris นั้น คือการแสดงที่ห่วยที่สุด เนื้อเรื่องที่ห่วยที่สุด เกเบรียลเหมือนคนเพิ่งตื่นในทุกฉาก ส่วนเอมิลี่ก็น่ารำคาญแบบที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว และซิลวี่คือที่สุดเช่นกัน เอาจริงฉันยอมดูซีรีส์เรื่อง Sylvie in Paris แค่นั้นแหละ จบ” เป็นอันจบทุกความเห็น แต่ถ้าถามว่าซีรีส์แย่ขนาดนี้ ทำไมทุกคนยังดู ขนาดคนนั่งวิจารณ์อย่างเราก็ยังรอดูทุกครั้งที่ออกฉาย

Stéphanie Branchu/Netflix © 2022

เราว่าซีรีส์เรื่องนี้ก็คือเหยื่อของคนดูนั่นแหละ การทำหนังหรือซีรีส์ออกมาสักเรื่อง แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องมีทั้งคนที่ชอบและคนที่เกลียด มันก็แค่ความสนุกปาก และความคิดของคนจำนวนหนึ่งก็เท่านั้น จะขั้วบวกหรือขั้วลบ มันก็คือกระแส และอะไรที่เป็นกระแส ก็เรียกความสนใจได้หมด ทำไมผู้สร้าง Emily in Paris จะไม่รู้ว่าการทำเนื้อเรื่องประเภทนี้จะออกมาในทิศทางไหน เพราะ Darren Star โปรดิวเซอร์ก็ฝากลายมือเอาไว้มาก ผ่านประสบการณ์มาก็เยอะ ดังนั้นเขารู้อยู่แล้วล่ะว่ามันจะต้องเป็นที่ถกเถียง เป็นที่น่าหงุดหงิดใจ แต่คนก็ยังเลือกที่จะดู เพราะได้โอกาสในการค่อนขอด และออกปากด่า นี่แหละคือเหตุผลที่สำคัญที่สุด

สุดท้ายไม่ว่าซีรีส์มันจะออกมาหัวหรือก้อย ผู้ชนะก็คือเหล่าโปรดักชั่นและค่ายหนังอยู่ดี ดังนั้นก็ไม่ต้องคิดมากว่าจะรักหรือเกลียด ดูไปบ่นไปก็สนุกไปอีกแบบ

 

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟสไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia

Emily in Paris season 3 คือ love-hate relationship ที่หงุดหงิดใจขั้นสุด!

Pannatorn Tamnipanon

นักเขียนผู้เป็นสวิฟตี้ขั้นสุด และเป็น Introvert ขั้นสุดกว่า ฟัง All Too Well ของ Taylor Swift และ Sparks ของ Coldplay ได้เป็นร้อยรอบ ชอบกลิ่นอากาศตอนกลางคืน และพระอาทิตย์ตกดิน เป้าหมายคือได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศ นอนอาบแดด ฟังเพลง และอ่านหนังสือไปวันๆ