Home > Culture > Entertainment > แท้จริงแล้วผมคือ CEO (QOW Entertainment) “เจเจ-กฤษณภูมิ” กับก้าวย่างที่สูงขึ้นกว่าเดิม
แท้จริงแล้วผมคือ CEO (QOW Entertainment) “เจเจ-กฤษณภูมิ” กับก้าวย่างที่สูงขึ้นกว่าเดิม

ใครจะรู้ว่าเด็ก หนุ่ม หน้าตี๋ ส่งตรงจากจังหวัดเชียงใหม่ในวันนั้น จะก้าวมาสู่การเป็น CEO บริษัทของตัวเองในวันนี้ ขนาดที่ตัวเขาเองก็ยังส่ายหน้าเป็นพัลวัน พร้อมเอ่ยปากว่าตัวเองก็ไม่เคยจะเชื่อเหมือนกัน

ช่วงหลังมานี้เราจะเห็น “เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม” คัฟเวอร์สตาร์ประจำเดือนมกราคม 2566 ปรากฏตัวบนสื่อน้อยลง เหตุผลสำคัญนอกจากซุ่มทำงานเพลง และถ่ายทำหนังกับซีรีส์หลายเรื่องแล้ว คือการที่เขาผันตัวเองไปเป็น CEO ประจำเอเจนซี่ของตัวเอง QOW Entertainment เติบโตในวงการบันเทิงในแง่ของการบริหารจัดการที่ใช้สกิลมากขึ้นกว่าเดิม คือก้าวย่างและบทบาทที่ใหญ่ขึ้น และมันก็ทำให้ตัวเขาโตมากขึ้นด้วยเช่นกัน

เจเจ สวมชุดทั้งหมดจาก KENZO นาฬิกาข้อมือจาก SEIKO

“จริงๆ บริษัทของผม เราทำเป็นเชิงเอเจนซี่ที่รับดูแลศิลปินมากกว่าเป็นค่าย เราไม่ได้จำกัดว่าจะมีแค่นักร้อง นักแสดง มีโมเดลได้ด้วยเช่นกัน ในอนาคตผมมองว่าไปถึงศิลปินได้เลยนะ แบบศิลปินวาดรูป หรือแม้แต่ดีเจด้วย ตอนนี้ก็มีมองๆ ไว้ว่าอยากได้ใครมาร่วมงานเหมือนกัน” เจเจเล่าถึงบทบาทของ QOW Entertainment ที่วางตัวในฐานะของเอเจนซี่ โดยมีตัวเขาและ ‘ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง’ เป็นศิลปินบวกกับซีอีโอของบริษัท พร้อมด้วยที่ปรึกษาคนสำคัญ ‘วุธ-อนุวัติ’ บิ๊กบอสจากค่าย 4NOLOGUE ที่ร่วมกันปั้นแต่งขึ้นมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น โดยทั้งคู่จะรับผิดชอบในส่วนงานของแต่ละคน แต่จะมานั่ง ‘เถียง’ กันก็ต่อเมื่อต้องการหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับบริษัท

ความยากคือเรื่องของการตัดสินใจ

“เถียงกันเลยครับ แต่เป็นการเถียงกัน เพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุดต่อบริษัท เรามานั่งลิสต์กันเลยว่าข้อไหนดีกว่ากัน ไม่ได้เถียงกันเฉยๆ เหมือนมาคุยปรึกษาว่าแบบไหนมันจะดีที่สุด แต่มันไม่ได้ส่งผลไปที่เรื่องส่วนตัวนะครับ ส่งผลแค่เรื่องการคุยงานในชีวิตประจำวันเฉยๆ ซึ่งผมก็มองว่ามันก็เป็นเรื่องปกติ” เจเจเล่าถึงการเป็น Share CEO ร่วมกับต้าเหนิง แม้จะเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) แต่พวกเขาก็สามารถแยกระบบการทำงาน กับชีวิตส่วนตัวออกจากกันได้อย่างไม่มีปัญหา

เจเจ สวมชุดทั้งหมดจาก COS นาฬิกาข้อมือจาก SEIKO

แน่นอนว่าหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นภาพที่หนุ่มคนนี้ ต้องมาบริหารจัดการบริษัทของตัวเอง แต่ก็น่าจะเดาๆ กันได้ว่าความยากของการเป็นคนหน้ากล้อง ที่ต้องรับบทบาทเพิ่มเติมมาบริหารงานจัดการด้านหลัง จะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างปรับตัวยากเอาเรื่อง “ถ้าพูดถึงสิ่งที่น่าสนใจผมยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่ถ้าความยากเลยคือเรื่องของการตัดสินใจ เรื่องของการจัดการ เพราะเราเพิ่งทำบริษัทมาได้ปีเดียว มีหลายอย่างที่เรายังขาดประสบการณ์ ขาดวุฒิภาวะในการตัดสินใจ มันเลยทำให้ขั้นตอนบางอย่างช้าลงไปด้วย” แต่แน่นอนว่าเจเจเอง ก็ได้โอกาสเรียนรู้ตัวเองในมุมอื่นๆ ที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วยเช่นกัน

ความรับผิดชอบทำให้คนโตขึ้น

เมื่อหน้าที่การทำงานเติบโตขึ้น สิ่งที่โตตามมาอย่างอัตโนมัติคือ ความรับผิดชอบ และวุฒิภาวะที่ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์นี้ก็ไม่ต่างจากที่นักแสดงและศิลปินหนุ่มเอง เอ่ยปากว่าเขารู้สึกโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก และคิดว่าจะโตขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน “จริงๆ คิดอยู่ตลอดเลยว่ามันจะรอดไหม เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้มีความคิดเลย ว่าเราจะมาเปิดบริษัท หรือมีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน ตอนแรกที่อยู่นาดาว เราคิดว่ามันดีมากอยู่แล้ว จนบริษัทปิดตัวลง เราต้องตัดสินใจว่าเราจะเอาอย่างไรดีกับชีวิต เลยมีการคุยกับเหนิง แล้วเราก็ตัดสินใจว่า งั้นเรามาเปิดบริษัทตัวเองกันดีกว่า แล้วก็หาพาร์ทเนอร์ก็คือพี่วุติมาร่วมหุ้นกัน”

เจเจ สวมชุดทั้งหมดจาก LOEWE นาฬิกาข้อมือจาก SEIKO

“ผมว่าตัวเองโตขึ้นเยอะกว่าสองปีที่แล้วที่ยังอยู่นาดาว และดูทรงตัวเองแล้ว ก็เหมือนจะโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เพราะว่าด้วยความรับผิดชอบที่มันเยอะขึ้น มันทำให้เราแอคทีพในการทำงาน แอคทีฟในการเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ยิ่งเรารู้ว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร เราจะยิ่งรับฟังคนอื่นมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่ดีมาก” เจเจทิ้งท้ายต่อไว้ว่าไม่เคยคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่ตัวเองก็เป็นคนที่ชอบตกตะกอนเหมือนกัน ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เป็นใครมาก่อน และนั่นมันทำให้ หนุ่ม คนนี้ได้เห็นองค์ประกอบหลายอย่าง ที่ผลักให้ตัวเขามายืนถึงจุดนี้ได้ “ผมยอมรับว่าตัวเองโชคดีด้วย ที่ได้รับโอกาสในการเข้ามาในวงการนี้ สองเลยคือเรารักษาและพยายามในการพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ สามคือเราได้แฟนคลับ และคนรอบตัวที่ดีที่สนับสนุนเรามาตลอด ก็ไม่คิดเลยนะว่าจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้เหมือนกัน” (ยิ้ม)

 

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับเรื่องราวทางวัฒนธรรมต่างๆ ได้ที่ Lifestyle Asia

แท้จริงแล้วผมคือ CEO (QOW Entertainment) “เจเจ-กฤษณภูมิ” กับก้าวย่างที่สูงขึ้นกว่าเดิม

Pannatorn Tamnipanon

นักเขียนผู้เป็นสวิฟตี้ขั้นสุด และเป็น Introvert ขั้นสุดกว่า ฟัง All Too Well ของ Taylor Swift และ Sparks ของ Coldplay ได้เป็นร้อยรอบ ชอบกลิ่นอากาศตอนกลางคืน และพระอาทิตย์ตกดิน เป้าหมายคือได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศ นอนอาบแดด ฟังเพลง และอ่านหนังสือไปวันๆ